Walaimas.'s profileบางครั้งการการเป็นตัวของ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 28

    นับถอยหลัง

    Congratulation
    ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ทุกท่านจาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒด้วยคะ
     
    ขอเรียนเชิญญาติพี่น้องพี่ป้าน้าอาเพื่อนทุกท่าน ร่วมกันใน
    พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ของบัณฑิตใหม่ปี50นะคะ
     
    วันซ้อมใหญ่ MON"10 DECEMBER (วันรัฐธรรมนูญ วันหยุดนะคะ) 
    วันรับจริง WED"12 DECEMBER
     
    บัณฑิตทุกท่านกรุณาไปลงทะเบียนรับปริญญา และจองห้องพักที่องครักษ์ด่วนนะคะ
    เพราะวันที่9 ก็ต้องไปซ้อมที่องครักษ์กันแล้วคะ อยู่ส่งท้ายที่องครักษ์กัน 2 วันนะคะ
     
     
    ปล. ถ้ามีงบประมาณเหลือ จะนัดกินเลี้ยงกันอีกทีนะจ๊ะ
    August 27

    กีฬามหาวิยาลัยโลก

     ผ่านมาประมาณ 1 สัปดา กับกีฬามหาวิทยาลัยโลก Universiade Game ภาคฤดูร้อน ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต และที่อื่นๆอีกทั่วกรุง เราได้เปนส่วนหนึ่งในนั้นด้วย ประทับใจนักกีฬาจากชาติต่างๆ โดยเฉพาะเกาหลีที่ให้เข็มหมุดเรามาเยอะแยะ และถ่ายรูปกับเราด้วย เค้าพยายามพูดคุยกับเราอีก น่ารักจริงๆ ประทับใจที่สุด คือ พี่แมนของเราชนะเฉินหง มืออันดับ 2 ของโลกได้ถึง2ครั้ง ได้รับเหรียญทอง2เหรียญ อาสาสมัครที่มาทำงานก็น่ารักกันทุกคน ทั้งอาตาเช่ เรซอง ยมฑูต เอ้ย ยุวฑูต แฮะๆๆ งานนี้เป็นงานที่ดีจริงๆคะ
    ยังไงมีโอกาสจะเอาวีดีโอกับรูปมาให้ดูบางส่วนคะ(อีกหลายส่วนอยู่กับพี่อีกคน)
    July 29

    ถูกนินทาว่าร้าย คิดอย่างไรจึงจะหายทุกข์

    1. เป็นธรรมดาของโลกDon't tell anyone

    ให้คิดว่านี่เป็นธรรมดาของโลก ไม่เคยมีใครสักคนบนโลกนี้ที่รอดพ้นจากคำนินทา เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าของเรา ขนาดท่านเป็นผู้ที่ประเสริฐบริสุทธิ์สูงสุด แต่ท่านก็ยังไม่พ้นถูกคนพาลกล่าวโจมตีว่าร้ายจนได้ แล้วนับประสาอะไรกับเราที่เป็นแค่คนธรรมดาสามัญที่ยังมีทั้งดีและชั่วจะรอดพ้นปากคนนินทาไปได้ คิดอย่างนี้แล้วจะได้สบายใจว่า การถูกนินทานี่เป็นแค่เรื่องธรรมดา เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลก (โลกธรรม) และ ยังคงมีอยู่ต่อไปตราบชั่วฟ้าดินสลาย

    2. ให้มีจิตใจมั่นคงดุจภูผา
    ถ้าเรามีความบริสุทธิ์ใจ ทำการงานด้วยความตั้งใจปรารถนาดี แต่แล้วก็ยังไม่พ้นถูกคนนินทา กล่าวร้ายว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ขอให้เรามีความมั่นใจในความดีของเรา อุปมาภูผาหินแท่งตันไม่หวั่นไหวในลมพายุฉันใด บัณฑิตผู้มีจิตใจหนักแน่นในความดี ย่อมไม่หวั่นไหวในคำสรรเสริญ และ คำนินทาแม้ฉันนั้น
    3.ให้มีจิตเมตตาสงสารผู้นินทา
    ให้คิดด้วยความเมตตากรุณาว่า คนที่นินทาเรานั้น ย่อมกระทำไปด้วยความอิจฉาริษยา เขาจะต้องเผาลนจิตใจของเขาให้ร้อนรุ่มเสียก่อน จึงจะสามารถพูดนินทาว่าร้ายคนอื่นออกมาได้ ให้คิดเมตตาสงสาร แทนที่จะไปโกรธเคืองเขา
    อนึ่ง คนที่ชอบกล่าววาจาส่อเสียด หรือ ชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น โดยปรกติเขาย่อมเป็นผู้หามิตรสหายที่ใกล้ชิดไม่ค่อยได้ เพราะไม่เคยมีใครไว้วางใจคนที่ชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น ให้คิดเห็นใจเขาในฐานะที่เขาต้องเป็นผู้อยู่ในโลกนี้ด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเขาย่อมหาเพื่อนแท้ไม่ได้
    4. คิดหาประโยชน์จากคำนินทา
    คนที่คิดกล่าวร้ายเรา บางทีเขาต้องไปนั่งคิดนอนคิดหาจุดอ่อนในตัวของเรา เพื่อเอามาพูดโจมตี บางทีจุดอ่อนเหล่านี้ตัวเราเองก็มีอยู่จริงแต่ทว่าเราไม่รู้ตัวมาก่อน นี้เป็นประโยชน์มาก เพราะเราสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาปรับปรุงตนเองได้ ดังนั้นเราจึงควรที่จะขอบคุณคนนินทาเรา เพราะเขาอุตส่าห์ไปนั่งคิดนอนคิดช่วยค้นหาข้อมูลมาช่วยให้เราปรับปรุงตนเอง
    5. คิดวิเคราะห์ให้เห็นปัญหาสังคม
    สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง คือเน้นเรื่องการใช้อำนาจครอบงำกันและกัน จึงมีการปลูกฝังสอนให้คิดแข่งดีแข่งเด่น คิดเหนือผู้อื่น สอนให้อยากเป็นใหญ่เป็นโต (มานะ) มาตั้งแต่โบราณ (คาดว่าไม่ต่ำกว่าห้าร้อยปี คือตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น) ทำให้คนไทยเรา เวลาเห็นใครทำดี ก็มักจะเกิดความริษยาโดยไม่รู้ตัว คือทนไม่ได้ที่จะเห็นคนอื่นดีกว่าตน
    สังคมที่มีความสัมพันธ์ในแนวดิ่งเช่นนี้ ผู้คนจึงมักจะชอบนินทาว่าร้ายกันและกันเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าคิดวิเคราะห์ได้เช่นนี้แล้วก็สบายใจ ไม่ต้องไปเดือดเนื้อร้อนใจอะไรมาก ให้ถือว่าการที่เราถูกนินทานี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางสังคมก็แล้วกัน มันเป็นเช่นนั้นเอง
    ในอนาคตไม่แน่ หากมีการศึกษาเรื่องพุทธธรรมกับสังคมไทยกันอย่างจริงจัง บางทีเราอาจจะสามารถเปลี่ยงแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมจาก แนวดิ่ง ให้เป็น แนวราบ คือ คนไทยมีความเสมอภาคกัน ไม่ถืออำนาจเป็นใหญ่ แต่ถือความถูกต้องดีงามเป็นใหญ่ เมื่อถึงเวลานั้นสังคมที่เต็มไปด้วยการนินทาว่าร้ายก็จะลดน้อยลงไปเองตามธรรมชาติ แล้วภาษิตยอดฮิตที่ว่า สังคมเสื่อมถอยเพราะคนดีท้อแท้ หรือ ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย จะได้เลิกใช้กันเสียที

    ขอบคุณนานาสาระโดย : บุชเพจ ดอท คอม และเวบเด็กดีค่ะ

     
    July 22

    ทำงานแล้วคร้าบ

     
    อาจจะพลาดการทำงานที่อยากได้ทำ
    ทุกวันนี้ก็มีความสุขกับการทำงานเปนเลขาที่บริษัท ไทยประกันชีวิบางคนไม่ชอบอาชีพการขาย และอาชีพประกัน
    ตั้งแต่ที่มาทำในบริษัทนี้ก้อมีทัศนคติที่ดีขึ้นกับอาชีพนี้คะ
    เราไม่ได้ดูที่ตัวบริษัท แต่ดูที่ตัวบุคคลในบริษัทคะ...ถือว่าตัวแทนดูแลลุกค้าดีอยู่ในระดับหนึ่ง
    แต่มิใช่ทุกคนนะคะ ที่จะดูแลลูกค้าแบบนี้ได้
     
    ความรัก ณ วันนี้
    ยังไม่คิดว่าใครจะเปนตัวจริงคะ
    อาจจะเพราะผ่านเรื่องราวมาเยอะมาก
    ความไว้ใจผู้คน มันเหลือน้อยเต็มที
    ใครจะทำอะไร...ก็ตามใจเถอะ
    ขอเพียงซื่อสัตย์กับความคิดตัวเอง
     มีสติกับสิ่งที่ทำ...และมีความสุขกับมันก็พอแล้วคะ
    คงต้องใช้เวลาให้เยอะๆกับการดูใครสักคน
     
     
    June 06

    นิสัย10อย่างที่ทำร้ายสมอง

     นิสัย 10 อย่างที่ทำร้ายสมอง

    • ไม่ทานอาหารเช้า หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม

    • กินอาหารมากเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น

    • การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์

    • ทานของหวานมากเกินไป การกินของหวานมากๆ จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง

    • มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง

    • การอดนอน การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้

    • นอนคลุมโปงการนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

    • ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว

    • ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมองการขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ

    •     10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง


    May 31

    จุดหมายปลายทาง

    • เรียนภาษาอังกฤษอยู่ทุกวัน
    • ภาษายังไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ ได้แค่ปานกลางเอง
    • อยากเรียนต่อเมืองนอกแต่ไม่มีเงิน
    • อยากทำงานสนามบินแต่ภาษาไม่แข็ง
    • อยากเปนผู้ประกาศเก่ง แต่ต้องไปสอบผู้ประกาศข่าวก่อน
    • อยากฝึกสมาธิ เพราะสมาธิและสติสั้นเหลือเกิน
    • จุดหมายปลายทางของฉันนั้น ยังอีกยาวไกล
    • ฉันไม่ได้เลือกงาน แต่ขอทำงานที่ทำแล้วมีความสุข และสามารถทำได้ก็เท่านั้น
    • เรื่องความรักพักไว้ก่อน ถึงแม้จะมีเหงาบ้าง แต่ฉันก็ไม่คิดจะหาเรื่องยุ่งใส่ตัวเอง
    • คิดถึงเพื่อนๆทุกคนจัง
    • เมื่อไหร่ถ้าว่างไปนั่งกินข้าวกันนะ
    • แล้วเจอกันวันรับปริญญาคะ
    May 02

    วันเกิด...ก็แค่วันๆนึง

    วันที่ 2 พฤษภาคม ของทุกปี มันเป็นวันเกิดของฉันคะ
    เหมือนว่าทุกปีต่อจากนี้ไป จะมีคนจำรายละเอียดเล็กๆนี้ได้น้อยเต็มที
    จากที่เคยรวมตัวเพื่อนฝูงกันเยอะแยะ มานั่งเลี้ยงฉลองกันเสียมากมาย
    มีทั้งของขวัญ ปาร์ตี้ และคำอวยพร ของเพื่อนๆ คนรู้จัก
     
    แต่ในวันนี้ ฉันหวังเพียงแค่ให้มีคนจำได้ก็พอแล้วคะ
    ไม่ต้องมีหรอกคะ...คำอวยพร รึของขวัญ
     
    เพราะคำอวยพร รึของขวัญใดๆ ก็ไม่เท่าที่เราทำเอง
    จะให้คนมองเราอย่างไร เป็นอย่างไร มันอยู่ที่เราเลือกเอง
    ว่าจะให้มันเป็นเช่นไร
    ของอะไรที่อยากได้ เก็บตังค์ซื้อเองคะ หามาได้ก็ใช้ไป
     
    ใช้ทุกวันให้มีค่า มีความสุข
    เพราะเราไม่รู้ว่า ความสุข มันจะอยู่กับเราได้นานสักแค่ไหน
    กำลังอิ่มเอมกับความสุขที่มี อยู่ดีๆ มันก็หลุดลอยไป
    เหมือนกับว่าถูกใครปลุกให้ตื่นจากความฝันอย่างกะทันหัน
     
    ในวันเกิด จากนี้ต่อไป
    มันจะเป็นเพียงวันๆนึง ที่ฉันจะนั่งนึกถึงสิ่งที่ฉันทำแย่ๆ
    และสิ่งที่คนอื่นทำไม่ดีกับฉัน
    ฉันจพขออโหสิให้ทั้งคนอื่น และให้กับตัวเองคะ
    จากนั้นจะจดมันลงสมุดบันทึกเพื่อย้ำไว้ทุกๆวันว่า
    ในชีวิตนี้ต่อไป ฉันจะต้องไม่เดิฯซ้ำแล้วซ้ำเล่าทับรอยเดิมอีกอย่างที่ผ่านมา
     
    สุขสันต์วันเกิดให้กับตัวเอง ครบ22แล้วสิเรา
    โตขึ้น(ความคิด)ให้ได้ตามอายุนะจ๊ะ วลัยมาศ สาธุ!
    April 11

    พยายามหาความสงบ

     
    เคยบอกกับเพื่อนๆอยู่ประโยคนึงคะว่า..."อย่าพูดว่าขอให้สงบสุข!!!!!"
    เหตุผลน่ะเหรอคะ เพราะมีคนๆนึงเคยพูดกับฉันบ่อยมาก ตั้งแต่ตอนที่รู้จักกันใหม่ๆ จนกระทั่ง เลิกกันนั่นแหละคะ
     
    แต่แล้ววันนี้ ฉันต้องการมันคะ ความสงบสุขของชีวิต
     
    ฉันเคยสงสัยว่า จะมีใครที่สามารถอยู่คนเดียวโดยที่ไม่ต้องพึ่งการโหยหาความรัก(แบบชู้สาวน่ะคะ)ได้หรือไม่
    เคยมีเหมือนกันคะ คนที่ฉันเคยคบด้วยคนนึง(คนที่บอกว่าให้สงบสุขนั่นแหละ) เค้าทำได้คะ
    และฉันคิดว่าคงมีอีกหลายคนที่ทำได้ แต่ฉันอาจจะไม่รู้จักเค้าก็ได้คะ
     
    ณ วันนี้
    ฉันผ่านอะไรมาเยอะมากมาย มีความคิดจะหยุดโหยหาก็หลายครั้ง แต่ทำไม่เคยได้สักทีคะ
    ในวันที่ฉันจะเดินก้าวข้ามผ่านจากความเป็นเด็กมหาลัยไปสู่เด็กวัยทำงาน  
    ฉันสัญญากับตัวเองคะ   ว่า....ฉันอยากเปลี่ยนตัวเอง
     
    จากความวุ่นวายในชีวิต ความไม่สงบในหัวใจ ที่ทำให้ใจเราฟุ้งซ่านได้ทุกวี่ทุกวัน
    อยากเป็นตัวของตัวเองคะ ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ รักตัวเองให้มากๆ 
    ให้เหมือนอย่างที่มีพี่คนนึงเค้าเตือนสติฉันคะว่า ลูกทหารต้องมีศักดิ์ศรีสิ  (ล้อเล่นนะคะ)
     
    คนเราต้องมีศักดิ์ศรีทุกคนคะ ใครๆก็ต้องมีกันทั้งนั้นคะ
    ฉันคิดถึงตัวเองที่ไม่มีศักดิ์ศรีมาเยอะแล้ว นั่งร้องไห้ซ้ำแล้วซ่ำเล่า เหมือนตัวเองไม่มีค่า
    ให้เพื่อนมันด่าเตือนสติมามากมาย
     
    หลังจากวันนี้ ฉันไม่อยากรักใครทั้งด้วยสมอง ทั้งด้วยหัวใจ อะไรทั้งนั้นคะ แต่อยากรักด้วยสติ
    ไม่ว่าจะต้องอยู่คนเดียว หรืออยู่กับใครก็ตาม.........................
     
     เพื่อนๆจ๋า ถ้าได้อ่านแล้ว ขอร้อง กรุณาช่วยอยู่เปนเพื่อนกันด้วยนะจ๊ะ มันเหง้า เหงา
     
    หากไม่คิดจะจริงจัง อย่าเข้ามาหาผู้หญิงคนนี้เลยนะคะ
    ไม่อยากจะต้องมานั่งพร่ำพรรณาอะไรแบบนี้อีก ร้องไห้ เสียใจ อ่อนแอ มันน่าเบื่อ
     
     
     
     
     
     
     
    February 27

    บันทึกคนว่างงานคะ

    หลังจากฝึกงานจบ...
    เราได้มีโอกาสหยุดพัก เพื่อคิดเกี่ยวกับทางเลือกของชีวิตตัวเองคะ ก็เลยได้สิ่งที่ต้องทำกับชีวิตช่วงนี้หลายอย่าง อาทิเช่น
    1. เรียนภาษาเพิ่มเติม เพื่อสอบโทอิกและเตรียมตัวสมัครงานคะ
    2. ไปสมัครอบรมงานมาคะ
    3. ลองรับจ๊อบหลายๆอย่าง กับพี่ๆที่บริษัทออร์แกไนเซอร์ ทั้งไปเป็นฝ่ายต้อนรับในงานอีเวนต์บ้าง ไปรับโทรศัพท์เรียกลูกค้าบ้างล่ะ ทำทุกอย่างที่ทำได้คะ
     
    ช่วงนี้ยังไม่ได้งานประจำที่ไหนคะ เนื่องจากเส้นทางของงานที่อยากทำนั้นยังต้องฝึกอีกนิด ครั้นจะไปทำงานอย่างอื่นไปพลางๆเหมือนเพื่อนๆเอากะตัง ก็กลัวว่าจะฝึกภาษาได้ไม่เต็มที่ เลยต้องรับเป็นจ๊อบๆไปเรื่อยๆก่อนคะ หาประสบการณ์ด้วย
     
    แต่น่าเสียดายเวลามากๆคะ เพราะตอนนี้เราเปนภูมิแพ้(แพ้อากาศ) ออกไปเที่ยวไหนไม่ค่อยได้ ว่าจะไปช่วยกิจกรรมเพื่อนๆที่มหาลัย ยังไม่ได้ไปเลยคะ อยู่บ้านก็ร้อนมากๆ ร้อนจนปวดหัว ไมเกรนขึ้นวันละหลายรอบเลยล่ะคะ กิจกรรมต่างๆเลยต้องหยุดไป ทั้งอ่านหนังสือเตรียมสอบ ทั้งกิจกรรมของสภานิสิต รึจะออกไปหาเพื่อนๆ หยุดทุกอย่างเลยคะ แย่จริงๆเลยเชียว
     
    ไม่ได้ลืมเพื่อนๆ รึพี่ๆนะคะ แต่เราไม่สบายจริงๆคะ
     
    January 26

    กีฬาปัญญาชน

    ที่ตั้งชื่อว่า กีฬาปัญญาชน ก็เพราะว่า เราเพิ่งกลับมาจาก กีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่34 ราชพฤกษ์เกมส์ ไม่ได้ไปแข่งกีฬาหรอกนะคะ แต่เราไปทำงานคะ
     
    งานที่เราได้เรียนรู้ครั้งนี้ก็คือ การดำเนินการจัดการแข่งขัน กีฬาแบดมินตันคะ งานนี้มีนิสิตช่วยงานอยู่ 2 ฝ่ายคะ คือฝ่ายดำเนินการแข่งขัน และไลน์แมน
    2 ฝ่ายนี้ ทำงานต่างกันคะ ความเหนื่อย และความยากง่ายก็ต่างกันคะ
    ไลน์แมน ต้องมีสมาธิ สติอยู่กับเกมส์และสนามที่เค้าดูแลอยู่คะ ห้ามวอกแวก ห้ามเล่น และต้องตัดสินใจถูกต้องแม่นยำ ไม่ลังเล ต้องคอยดูลูกแบด ถ้าลูกแบดตกนอกเส้นก็ต้องแสดงท่ากางแขนออก และพูดว่าออก แต่ถ้าลูกแบดมันตกข้างในเส้นก็ให้ทำสัญลักษณ์ใช้มือขวาชี้ลงไปที่สนาม โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรคะ ซึ่งลูกต้องตกใกลช้เส้นที่ไลน์แมนคนนั้นดูอยู่ประมาณ 1 ฟุตนะคะ ถ้าห่างจากนั้น ไม่ต้องไปดูมันคะ กรรมการจะดูเอง ข้อดีของมันก็มีคะ ตรงที่จะทำงานเมื่อลงสนามเท่านั้น พอออกจากสนามก็ออกไปพักได้ จนกว่าจะถึงคิวตัวเองถึงจะมาทำงานอีก
    ฝ่ายดำเนินการแข่งขัน ฝ่ายนี้ต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะดำเนินการแข่งขันตลอดคะ จะแอบออกไปเข้าห้องน้ำ หรือหาอะไรกินได้แป๊บเดียวเท่านั้น เพราะต้องคอยจัดคู่แข่งขันลงสนาม จัดกรรมการลงสนาม และให้บริการแก่ผู้ที่มาสอบถามเวลาการแข่งขัน ตารางการแข่งขัน และสอบถามทุกสิ่งในการแข่งขัน เหมือนเป็นงานที่สบายคะ แต่กว่าจะเข้าที่ได้ก็ยากอยู่เหมือนกัน เราทำอยู่ฝ่ายนี้คะ  จากคนที่ไม่รู้เรื่องเลย และทุกคนก็ไม่เคยผ่านงานนี้มาเช่นกัน ต้องมาเรียนรู้งานใหม่คะ ต้องใช้ความจำอย่างมากเหมือนกันคะ และต้องมีมนุษยสัมพันธ์ ความอดทน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคะ ก็ถือเป็นงานบริการทั่วไป และมีวิชาการนิดๆมั้งคะ ถ้าไม่ตั้งสติดีดีก็คงจะงงและก็เบลอไปเลย และถ้าไม่มีความอดทนและมนุษยสัมพันธ์ก็คง ทำไม่ได้คะ เพราะต้องทำงานกับคนหลายคน ทั้งกรรมการ ไลน์แมน นักกีฬา ผู้ฝึกสอน ผู้จัดการทีม อาจารย์ คณะกรรมการจัดการแข่งขัน และนักข่าว เหมือนเป็นคนจัดการแข่งขันและประชาสัมพันธ์ไปด้วยในตัวคะ ข้อดีของงานนี้ ก็คือ  รู้จักคนมากมาย ได้ใกล้ชิดนักกีฬาด้วย ฝึกความอดทน และการแก้ปัญญหาเฉพาะหน้า ทำงานได้เป้นระบบขึ้นคะ แต่ข้อเสียก็มีนะคะ  ก็คือ ไปไหนไม่ได้เลยคะ นอกจากจัดลงสนามหมดแล้วทั้ง6สนาม แล้วการแข่งขันนั้นค่อนข้างเป็นเซตที่ออกจะยืดยาวสักหน่อย ถึงจะออกไปเข้าห้องน้ำได้ ส่วนอาหารก็มีพี่ๆกรรมการเอามาให้คะ พี่เค้าใจดีพอสนิทกันแล้ว ก็เลยมีเสบียงมาฝากเยอะแยะเลย แต่ใช่ว่าจะกินได้นะคะ ต้องแอบๆกิน ข้าวกลางวันกินประมาณ บ่าย2 ข้าวเย็นก็กินทีหลังคนอื่นเค้า หรือไม่ได้กินเลยอ่ะคะ เพระบางทีก็หมดก่อน ไม่ก๋หิวจนกินไม่ลงแล้วอ่ะคะ
     
    แต่ยังไงงานนี้มีกำลังใจให้เราชื่นใจนิดหน่อยคะ  ถึงเราจะเบื่อ ถึงเราจะไม่สบาย ปวดหัว ง่วงนอน แค่ไหน มีคนๆนึงเค้าคอยดูแลเรา คอยดูเราตลอดอ่ะคะ พี่คนนี้เค้าเปนกรรมการผู้ตัดสินจากสมาคมคะ ตอนแรกเราก็ระแวงเค้านะ ว่ามายุ่งอะไรกับเรานักหนา แต่ตอนหลังเราก็ชอบเค้านะคะ เพระเรารู้ว่าเค้าใจดี ไม่มีพิษมีภัยอะไร คอยเปนห่วงเราด้วย คอยมากวน มาแกล้งเราไม่ให้เราหลับ ทั้งๆที่เราปวดหัวจะหลับแล้ว ข้าวก็เอามาให้เรากิน ออกจะตลกๆนิดๆอ่ะคะ ทำให้เราหัวเราะยิ้มได้ เพื่อนเรายังบอกเลยว่าเค้าน่ารักดี นิสัยอ่ะคะ ยังไงก็รับไว้พิจารณาแล้วกันนะคะ
     
    พี่กรรมการจากสมาคมแบดมินตัน ไม่แน่นู๋อาจจะเข้าไปเปนส่วนหนึ่งของสมาคมแบดมินตันนี้ก็ได้นะค้า
     
     
    December 14

    การปรับตัวของคน2คน

     
    ความห่างไกล ไม่ทำใจเราไกลห่าง
    ความอ้างว้าง ไม่เคยทำให้หวั่นไหว
    สิ่งไหนดี สิ่งใดถูก ปรับกันไป
    เอาหัวใจ สองเรา นั่งคุยกัน
     

    ด้วยนิสัยของเรา ที่ต้องการการเอาใจใส่จากคนที่เรารัก ทำให้เรางอนกับคนที่เรารักอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นแม่ เราก็เคยงอนมาแล้ว เพราะเราคิดไปเองว่า แม่ให้ความสนใจพี่เรามากกว่า รวมไปถึงคนที่เรากำลังคบอยู่ด้วยตอนนี้เหมือนกัน เราก็หาเรื่องงอนเค้าได้บ่อยๆ เพราะระหว่างเรามันเพิ่งจะเริ่มต้น เพิ่งจะเริ่มศึกษากันและกันว่าสิ่งใดที่คนหนึ่งต้องการ และสิ่งใดที่ไม่ต้องการ

     
    การที่คน 2 คนจะคบกัน มันต้องมีหลายปัจจัยรวมกัน มิใช่เพียงว่าความรักเพียงอย่างเดียว ก็สามารถอยู่ด้วยกันได้ มันจำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้ ได้แก่
    1. การยอมรับซึ่งกันและกัน
    2. ความเข้าใจซึ่งกันและกัน
    3. การให้อภัย
    4. การรู้จักหันหน้าเข้าหากัน แล้วคุยกัน
    5. ความต้องการร่วมกัน
    6. สถานภาพทางสังคม
    7. ครอบครัว การเลี้ยงดูที่คล้ายกัน
       ฯลฯ
     
    และอื่นๆ อีกมากมาย หัวข้อเหล่านี้ มาจากประสบการณ์และการเรียนรู้กว่า 20 ปีของฉันเอง
    • ตัวฉันเป็นคนที่พื้นฐานครอบครัว การเลี้ยงดูค่อนข้างที่จะดี คุณแม่ท่านสอนให้ฉันเข้าใจ และยอมรับในสภาพต่างๆ ฉันจึงเป็นคนที่สามารถที่จะยอมรับในสิ่งต่างๆได้ไม่ยาก
    • ฉันชอบที่คุยกันอย่างเปิดอก เพราะหากมีอะไรในใจแล้ว เก็บเงียบไว้ ฉันจะรู้สึกหงุดหงิด และคิดมาก จนเครียดเอาได้ง่ายๆ
    • ความต้องการของฉัน ฉันต้องการการเอาใจใส่ ความห่วงใย ให้รู้ว่าเรายังมีคนๆนั้นอยู่ข้างๆเรา ถึงแม้ว่าตัวคนๆนั้นจะห่างไกลแค่ไหนก็ตาม
    • ฉันต้องการการยอมรับในสิ่งที่ฉันเป็น (ชอบทำกิจกรรม ไม่ค่อยชอบอยู่นิ่ง ชอบท่องเที่ยวโดยเฉพาะเที่ยวทะเลป่าเขา ชอบดูหนัง ชอบกิน ชอบเข้าสังคม และอื่นๆอีกมากมาย)

    ที่ฉันบอกมาทั้งหมดนี้ มิใช่ว่าฉันจะไม่มีข้อเสีย ข้อเสียบางอย่างนั้นทำให้ฉันต้องทะเลาะกับคนหลายๆคน โดยเฉพาะกับคนที่ฉันคบอยู่ในปัจจุบัน แต่ฉันก็ต้องขอบคุณในความอดทนของเขา ที่คอยอดทนกับความงี่เง่า เอาแต่ใจของฉัน เพิ่งมีเขาเนี่ยแหละคะ ที่อยู่ห่างไกล แต่ก็สามารถคบกับเราอยู่ได้

    อนาคตจะเป็นอย่างไรฉันไม่รู้ แต่ถ้าปีหน้าเค้ายังเป็นแบบนี้ ยังอยู่กับฉันแบบนี้ ก็ดีสิคะ

    นู๋เวนดี้

    ปล. ถึง...คนที่อยู่ไกล(เจ้าบีเวอร์แสนขยันทำแต่งาน) คิดถึงทุกวัน และรักมากขึ้นเรื่อยๆอ่ะนะ

    เก็บมาฝากจากงานพืชสวนโลก

     
    วันหยุดรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เป็นวันหยุดติดกัน 3 วัน เส้นทางขึ้นเหนือไปเชียงใหม่ แออัดไปด้วยรถตู้ และรถของคณะทัวร์ตั้งแต่เย็นวันศุกร์ โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ งานราชพฤกษ์2549 หรือ งานพืชสวนโลกที่ใครๆเขาเรียกกัน ทุกคนต่างหวังว่า จะได้พบกับพันธุ์ไม้ดอกไม้อันสวยงาม และไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนในประเทศไทย
     
    ฉันเป็นอีกคนหนึ่งคะ ที่นั่งอยู่ในรถตู้มุ่งหน้าสู่งานนี้ อดหลับอดนอน หวังจะได้เดินชมดอกไม้สวยๆ และบรรยากาศแสนจะเย็นสบายสดชื่นจากจังหวัดเขียงใหม่ เมื่อไปถึงสถานที่พัก ก้าวลงจากรถเหยียบผืนแผ่นดินเชียงใหม่ก้าวแรก อากาศก็เย็นอยู่หรอกคะ แต่พอสายเข้าหน่อยสักประมาณ 10 โมงเช้า ไออุ่นก็เริ่มมา จากนั้นอากาศก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาใกล้เที่ยง ตอนนั้นฉันเดินทางมาถึงภายในงานพืชสวนโลกแล้วคะ ความรู้สึกแรกที่มาถึงเลย คือ "ทำไมถึงไม่เอาครีมกันแดดมาด้วยนะ รู้สึกคิดถึงมันมากเลยจริงๆ" แดดแรง และอากาศร้อนจริงๆคะ ไม่ต่างอะไรจากกรุงเทพฯเท่าไหร่เลย สังเกตไปที่ซื้อบัตรหน้างาน ผู้คนต่างเข้าคิวรอซื้อบัตรเข้าชมงานกันเป็นแถวยาว ไม่ต้องบอกก็รู้คะ ว่าต้องมีคนมาเที่ยวเยอะมากแน่ๆ ดูได้จากปริมาณรถที่เข้าจอด และคนที่เข้าแถวรอเพื่อเข้าไปชมภายในงานเนี่ยแหละคะ  
     
    อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คงจะคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาใช่ไหมคะ สำหรับงานระดับประเทศขนาดนี้ แต่จากที่ฉันได้ไปสัมผัสกับงานนี้ด้วยตัวเองแล้ว ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญของงานนี้ คือ สภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน จนถึงร้อนมากนั่นเอง
     
    โรคภัยไข้เจ็บ ที่มาพร้อมกับความร้อนก็มีอยู่มากมายหลายชนิด ที่สำคัญระยะทางในการเดินชมงานพืชสวนโลกทั้งหมดนั้นก็ค่อนข้างที่จะไกลอยู่พอสมควร ขนาดเดินทั้งวันยังเดินไม่ทั่วงานเลยคะ และด้วยอากาศที่ร้อนขนาดนี้ ฉันเชื่อแน่ว่า ต้องมีคนท้อใจกับอากาศและชมงานอย่างไม่ค่อยประทับใจแบบฉันแน่ๆ
     
    เราลองมาดูกันสิว่า ท่ามกลางอากาศที่ร้อนมากๆนั้น โอกาสที่จะเป็นลม อันเนื่องมาจากความร้อนได้ อาการที่เกิดจากความร้อนแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ
     
    1.อาการเพลียแดด ( Heat Exhaustion )

    เป็นอาการที่เกิดร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินป แต่ยังไม่รุนแรงถึงขั้นเป็นลมแดด เพราะยังมีสติสัมปชัญญะดีอยู่
    จะมีอาการอ่อนเพลีย แต่ถ้าเป็นมากอาจจะมีอาการปวดศีรษะ มึนงง กระสับกระส่าย คลื่นไส้ อาเจียน และเกิด
    การเป็นตะคริวของกล้ามเนื้อ ผิวหนังเย็น ชื้น ชีพจรเบาและเร็ว

    การปฐมพยาบาล
    เมื่อเกิดมีอาการในระยะเริ่มแรก คือ อ่อนเพลีย ให้หยุดเดิน พัก และดื่มน้ำผลไม้เย็นๆ จนรู้สึกอิ่ม หรือ
    หายกระหายน้ำ ในรายที่มีอาการมากๆ เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ วิงเวียน ให้นอนยกเท้าทั้ง2 ข้างสูง
    อาจใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อให้ตัวเย็นลง แล้วให้ดื่มน้ำผลไม้ การดื่มน้ำเปล่าผสมเกลือแร่มากๆ อย่างรวดเร็ว
    อาจทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า ภาวะน้ำเป็นพิษได้ เนื่องจากความเข้มข้นของเกลือแร่นอกเซลล์จะลดลงทันที
    ขณะที่ภายในเซลล์ยังมีความเข้มข้นอยู่ ทำให้น้ำซึมผ่านเซลล์มากขึ้น เซลล์สมองจะบวมน้ำ ทำให้เกิดอาการ
    เวียนศีรษะได้
     
    2. อาการลมแดด ( Heat Stroke )

    เกิดจากการเสียเหงื่อมาก โดยไม่ได้รับการชดเชยของน้ำหรือเกลือแร่ที่สูญเสียไปอย่างเพียงพอ
    ทำให้ร่างกายไม่สามารถควบคุมความร้อนที่เพิ่มขึ้นในทันทีทันใด....
    เนื่องจากศูนย์ควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งอยู่ในสมองไม่สามารถเพิ่มการทำงานเพื่อการระบายความร้อน
    ออกจากร่างกายได้ อาการที่พบในระยะแรก คือ จะกระหายน้ำมาก ตัวร้อน หายใจสั้น และเร็ว
    ปากคอแห้ง ต่อมาตัวจะร้อนจัด เวียนศีรษะ ตาพร่า คลื่นไส้ และต่อมาจะหมดสติ ถ้าไม่ได้รับการ
    ปฐมพยาบาลอย่างทันท่วงที อาจทำให้เกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้

    การปฐมพยาบาล
    สิ่งสำคัญ คือ การเพิ่มการไหลเวียนของเลือดที่สมอง โดยการยกเท้าสูง และการลดอุณหภูมิ
    ของร่างกาย ด้วยการนำเข้าที่ร่มที่มีอากาศโปร่งสบาย ผ่อนคลายเสื้อผ้าให้หลวม ใช้ผ้าชุบน้ำเย็น
    เช็ดตัวติดต่อกันไปเรื่อยๆ เมื่อรู้สึกตัวดีแล้ว จึงเช็ดห่างๆออกไป
    หากไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ให้จิบน้ำเปล่าช้าๆ จนหายกระหาย และให้ดื่มน้ำเกลือแร่เมื่อเกิด
    ความกระหายขึ้นมาใหม่ ให้พักต่อไปอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ในกรณีที่ทำการปฐมพยาบาลแล้ว
    ยังไม่ฟื้นสตินานกว่า 5 นาที ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
     
    วิธีป้องกันที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดอาการเพลียแดด-ลมแดด เมื่อต้องเดินระยะไกลในสภาพอากาศที่ร้อนจัด คือ การดื่มน้ำให้เพียงพอก่อนออกเดินทาง โดยการดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ แม้จะไม่มีอาการกระหายน้ำก็ตาม เพื่อให้เกิดการสมดุลกับน้ำที่เสียไปในระหว่างเดินทาง
     
    หลังจากที่กลับมาจากการเที่ยวงานราชพฤกษ์ หรือ งานพืชสวนโลกที่เชียงใหม่ครั้งนี้ ฉันก็เกิดอาการไม่สบายทันทีเลยคะ ด้วยสาเหตุที่ว่าไม่ค่อยได้พักผ่อน และอากาศมันก็เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ตัวฉันเองก็ใช่ว่าจะแข็งแรง ยังไงเสียฉันก็ขอฝากความห่วงใยมาถึงน้องๆและเพื่อนชาวมศวทุกคนผ่านทาง swu plus ฉบับนี้เลยนะคะ หากไปเที่ยวในที่ๆมีลักษณะแบบที่ฉันไปมา ไม่ว่าจะเป็นงานพืชสวนโลก หรืองานอะไรก็ตาม ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ไม่สบายแล้วจะไม่มีแรงมาเรียน มาทำกิจกรรมที่สนุกๆของมหาลัย เราก็จะพลาดความสนุกของชีวิตเราไปได้นะคะ
     
    ด้วยความปราถนาดีจากเราชาวสภานิสิต(ผู้เรียกร้องสิทธิ์ให้ชาวมศว)
    เลดี้เวนดี้ 
    November 20

    ความรักครั้งใหม่

    ความรักสำหรับฉัน เป็นเหมือนสิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจ
     
    หากพบเจอคนที่ใช่ก้อมีความสุข หากพบคนที่ไม่ใช่ก็ค้นหากันต่อไป
     
    แต่ส่วนใหญ่แล้วฉันมักจะพบเจอแต่คนที่ไม่ใช่ แล้วก็จะมานั่งเสียใจเองเสียมากกว่า
     
    ถามว่า...เข็ดไหม กับความรัก?
     
    ไม่นะ ฉันยังลองที่จะเรียนรู้มันไปเรื่อยๆ
     
    แต่ก็จะมีบทเรียนเพิ่มขึ้นมาเรื่อยให้ได้คิดเสียมากกว่า
     
    เช่นในครั้งนี้ ฉันได้รับบทเรียนมาว่า ใครคนใหม่จะต้องไม่มีใครอยู่แล้วมาคบกัน
     
    จะต้องรับในตัวฉันได้ ถึงแม้จะมีอุปสรรคใดๆก็ตาม และจะไม่ใจง่ายอีก
     
    ฉันพบเจอกับผู้ชายคนหนึ่ง ในขณะที่กำลังเข้าร่วมสัมมนาที่มหาลัยในต่างจังหวัด
     
    เป็นคนแรกที่ฉันไม่ได้รู้สึกสนใจเขาตั้งแต่แรกเห็น เพราะเราสร้างกำแพงมาปิดกั้นตัวเองอยู่
     
    แต่เขามีอะไรหลายๆอย่างที่เราประทับใจ ทั้งการดูแล เทคแคร์ ความเป็นห่วงเป็นใย
     
    การให้เกียรติ ที่สำคัญเขารักเรา โดยที่มีเราคนเดียว ไม่มีใคร
     
    ฉันเลยยอมตกลงที่จะคบกับเขาให้โอกาสเขาได้เดินเข้ามาในหัวใจเราได้สักพักแล้ว
     
    คำถามต่อไปที่จะถามเขาคือ...เขาจะเหมือนเดิมแบบนี้ไปอีกนานไหม?
     
    เพราะเราไม่อยากรักเขาเต็มหัวใจ เมื่อเขาหมดรักเรา
     
    เราเลยยังตัดสินใจว่าจะขอปากแข็งอย่างนี้ต่อไป (แต่ในใจนั้นมีเขาอยู่แล้วน่ะสิ)
     
    เฮ้อ! แบบนี้มันปากกับใจไตรงกันนี่ มันน่าลำบากใจน้า   
     
    ปล  ผู้ชายคนนั้นเค้าเรียนอยู่พิษณุโลกค่ะ เรียนครูด้วย แต่ไม่ธรรมะธรรมโมหรอกนะคะ ถ้าใครรู้จักคงเดาไม่ยากหรอกคะ
     

    เหนื่อยเหลือเกินกับการฝึกงาน

    ผ่านการฝึกงานมาเกือบ 3 สัปดาห์ ตอนแรกคิดว่าจะราบรื่นดี แต่มันชักไม่เป็นแบบที่คิดไว้แล้วสิ
     
    ทุกวันนี้ ก็คิดแค่ว่าทำงานไปวันๆ เพราะเรารู้แล้วว่าไม่ชอบงานแบบนี้เลยจริงๆ  คงขอแค่ให้ผ่านไปก็พอ
     
    ทั้งแผนการสอน ทั้งทำสื่อ เขียนโครงการ ทำแบบประเมินต่างๆนานา มันน่าเบื่อจริงๆนะเนี่ย
     
    จบไปเราก็ไม่อยากจะทำงานสายนี้อยู่แล้ว (ถ้าอาจารย์มาเห็นคงโดนด่าแน่ 555)
     
     
    September 17

    ใจเอย

    เขาไม่ใช่คนที่คุณฝันถึง
    แค่ทำให้หัวใจคุณเต้นแรงได้
    ด้วยความเหงาและเปลี่ยว
    ด้วยคำพูดคึกคะนองของผองเพื่อน
    คุณจึงดึงเขาขึ้นเตียง เพียงแค่เพราะทำได้
    เป็นความพึงพอใจ ไม่ใช่ความรัก
    คุณรู้ แต่คุณปวดร้าว
    เมื่อตระหนักว่าเขา ไม่ได้รัก
    และ..... คุณยิ้มเมื่อพยายามตัดใจ
    จะเปลี่ยนจูบของชู้รักเป็นอ้อมกอดของเพื่อน
    มันง่ายดี  ที่จะบอกว่าให้เป็นเพื่อน
    แต่มันมิอาจลบเลือนบางอย่างให้จางหาย
    ใจเอย ... ใจใคร ก็ ใจใคร
    ใจบางคน เขารักคุณไม่ได้ หรืออาจรักไม่เป็น
    May 05

    นั่งเหงา...วันฝนพรำ

    ^0^ปิดเทอมมาได้2เดือนแล้ว
    ความตั้งใจของฉันก็มีอยู่แค่ทำงานเก็บตังค์...เพื่อเที่ยวทะเล
    จะมีใครบ้างเหนอไปพักผ่อนกับเรา^0^
     
    ^ทะเล...พูดถึงมันก็เป็นสถานที่ที่รักที่สุด
    ^ทะเล...ทำให้เราสบายใจไม่ว่าจะเจออะไรมาก็ตาม
    ^ทะเล...แดดอ่อนๆน้ำสีฟ้าใส ท้องฟ้าสีฟ้าสลับกับก้อนเมฆสีขาว
    ^ทะเล...มองเมื่อไรก็ชื่นใจ
    ^ทะเล...มีความลึกลับอยู่ในตัวมัน
    ^ทะเล...มันน่าค้นหา น่าสงสัย
    ^ทะเล...ใต้ท้องทะเลเหมือนกลายเป็นอีกโลกหนึ่งไปเลย
    ^ทะเล...ไปทีไรก็มีความสุขทุกครั้ง
    แต่สงสารทะเลจัง...ผู้คนส่วนใหญ่ต่างเอาทะเลเป็นที่ระบายความทุกข์ใจ ความไม่สบายใจต่างๆนานาลงไปที่เธอ
    ซึ่งฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
    ขอบคุณนะ...ทะเลที่รัก แล้วฉันจะกลับไปเยี่ยมเธอบ่อยๆ
    ฉันจะกลับไปอยู่เป็นเพื่อนเธอ ตอบแทนที่เธอทำให้ฉันสบายใจ
    January 19

    วันวานที่ไม่อาจหวนคืน

     
     
    ใครจะคิดอย่างไรก็ช่างเขา
    เราจะรักของเราอยู่อย่างนี้
       เขาจะมีใครหรือไม่มี
    รักข้างเดียวก็มีความสุขดี
           ...ไม่เห็นเป็นไร
     
    ทำดีกับเขาต่อไป
    เพราะรักเขาใช่ไหมที่ฉันทำ
    ถึงแม้ว่าต้องเจ็บช้ำ
    เพราะคำนั้นคำเดียวว่าเธอ
     
    ก็แค่เขียนแค่คิดได้
    ฉันไม่ใช่คนดีมาจากไหน(...นี่หว่า)
    หากทำดีแล้วเขาไม่เห็น
    ฉันคงไม่มีค่าสำหรับเขา
    ก็แค่คนที่ผ่านมา
    ในเวลาที่หงอยเหงา
    ฉันมันเป็นแค่เงา
    แทนคนนั้นของเขาที่ห่างไกล